สายลงมือ (SP) กับความเบื่อเมื่อทุกอย่างง่ายไป
ให้ AI เขียนพาดหัวแทนในสามนาทีที่เคยใช้เวลาเป็นชั่วโมง งานเสร็จเร็วขึ้นแต่กลับรู้สึกว่างเปล่า บทนี้ชวนรู้จักทฤษฎี Flow และวิธีแบ่งงานให้คนสายลงมือทำยังได้สนุกกับความท้าทายอยู่
ผมเคยชอบเขียนโพสต์โปรโมทสินค้าเอง นั่งคิดพาดหัว ลองผิดลองถูกเป็นชั่วโมงกว่าจะได้ประโยคที่โดนใจ พอเมื่อเดือนก่อนลองให้ AI เขียนแทนดูบ้าง มันออกมาดีเสียด้วยซ้ำ ใช้เวลาแค่สามนาที
จริง ๆ แล้ว ผมควรจะดีใจ งานเสร็จเร็วขึ้นตั้งเยอะ แต่พอปิดหน้าจอไปกลับรู้สึกว่างเปล่า เหมือนขาดอะไรไปสักอย่าง ไม่ใช่ความภูมิใจแบบที่เคยได้ตอนคิดพาดหัวจนเจอประโยคที่ใช่
คุณเคยรู้สึกแบบนี้ไหม? ตอนที่งานเสร็จเร็วขึ้นมาก แต่กลับไม่ได้รู้สึกดีใจเท่าที่ควร
ทำไมงานที่เสร็จเร็วขึ้นไม่ได้แปลว่าสนุกขึ้นสำหรับคนกลุ่มนี้
คนที่ชอบลงมือทำแล้วเห็นผลทันที ในภาษา MBTI เรียกว่า SP ครอบคลุม ISTP ISFP ESTP ESFP ไคเซอร์เรียกกลุ่มนี้ว่า Artisan คือคนยืดหยุ่น ชอบลงมือทำ อยู่กับปัจจุบัน
พูดตรง ๆ ความสุขของคนกลุ่มนี้ไม่ได้อยู่ที่ผลลัพธ์อย่างเดียว แต่อยู่ที่ระหว่างทางลงมือทำด้วย พอ AI ทำให้เสร็จในสามนาทีแบบนั้น มันเลยพรากความรู้สึกได้ลงมือเองไปพร้อมกัน
ตรงนี้ขอแทรกไว้สักนิด MBTI ไม่ใช่แบบทดสอบที่จัดประเภทคนได้แม่นยำร้อยเปอร์เซ็นต์ ผลตรวจซ้ำของคนคนเดียวกันก็ไม่ได้นิ่งเสมอไปตามที่นักวิจัยหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต แต่ผมยกมันมาเล่าเพราะช่วยให้คุยกันเรื่องความชอบที่ต่างกันได้ง่ายขึ้น ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นป้ายตัดสินใครสักคน

ทฤษฎี Flow กับความยากที่ต้องพอดีกับทักษะ
เอาจริง ๆ เรื่องนี้มีงานวิจัยรองรับ นักจิตวิทยาชื่อ Mihaly Csikszentmihalyi ผู้ศึกษาสภาวะที่เรียกว่า Flow พบว่าความรู้สึกดื่มด่ำแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อความท้าทายของงานกับทักษะของเราสมดุลกัน ไม่ใช่แค่เรื่องความเชี่ยวชาญเดี่ยว ๆ
งานวิจัยของ Csikszentmihalyi และ Schneider ปี 2000 พบว่านักเรียนรายงานคุณภาพประสบการณ์และความมีส่วนร่วมสูงกว่าชัดเจน เมื่อความท้าทายตรงกับระดับทักษะ งานที่ง่ายเกินไปทำให้เบื่อ งานที่ยากเกินไปทำให้วิตกกังวล จุดสมดุลระหว่างสองขั้วนี้คือที่ที่ Flow เกิดขึ้น คุณเคยสังเกตไหมว่างานไหนทำแล้วเพลิน กับงานไหนทำแล้วเครียดจนอยากเลิกหรือเปล่า?
ทีนี้มีงานวิจัยที่ลึกกว่านั้นอีกชั้น คือว่าการศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Journal of Happiness Studies ปี 2024 พบว่าความสัมพันธ์ระหว่างความท้าทายกับทักษะไม่ได้เป็นเส้นตรงเสมอไป บางกิจกรรม Flow เกิดขึ้นได้ตอนที่ความท้าทายสูงกว่าทักษะเล็กน้อย ไม่ใช่แค่พอดีเป๊ะเสมอไป
เมื่อ AI เอาความท้าทายไปเกือบหมด
ดังนั้นถ้าเอาแนวคิดนี้มามองงานที่ AI ช่วยทำ จริง ๆ แล้ว ปัญหามันชัดขึ้นทันที งานที่เคยท้าทายพอดีกับทักษะเรา พอ AI ทำให้เสร็จแทบทั้งหมด ความท้าทายก็หายไปด้วย เหลือแต่ความง่ายที่ไม่มีจุดสมดุลให้ยืนอีกต่อไป
แล้วมันแปลกไหมที่ตัวเลขประหยัดเวลากลับไม่ได้แปลว่าเรามีความสุขขึ้นเสมอไป? จากข้อมูลของ St. Louis Fed พบว่า 1 ใน 3 ของผู้ใช้ AI ทุกวันประหยัดเวลาได้อย่างน้อย 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ตัวเลขนี้ฟังดูดีถ้าวัดที่ผลลัพธ์อย่างเดียว แต่สำหรับคนที่มีความสุขจากกระบวนการลงมือทำ เวลาที่ประหยัดได้ไม่ได้แปลว่าชีวิตดีขึ้นเสมอไปหรือเปล่า

ทางออกที่ยังรักษาความสนุกของการลงมือทำไว้ได้
ทีนี้หลักคิดง่าย ๆ คือว่าแบ่งงานเป็นสองส่วน ส่วนที่น่าเบื่อซ้ำ ๆ ให้ AI ทำไปเลย ส่วนที่ท้าทายและเป็นจุดที่เราสนุกกับมันจริง ๆ เก็บไว้ทำเอง
| งานที่ควรโยนให้ AI | งานที่ควรเก็บไว้ทำเอง |
|---|---|
| งานซ้ำ ๆ ไม่มีความหมายพิเศษ เช่น จัดรูปแบบไฟล์ ค้นข้อมูลพื้นฐาน | งานที่ท้าทายพอดีกับฝีมือเรา เช่น คิดไอเดียหลัก ตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์ |
ตัวอย่าง prompt ที่ยังเปิดทางให้เราได้ลงมือ
ดังนั้นแทนที่จะขอให้ AI ทำให้เสร็จทั้งหมด ลองขอให้ช่วยแค่บางส่วนแล้วเปิดทางให้เราคิดต่อเอง แบบนี้ความท้าทายจะยังอยู่
ช่วยผมคิดไอเดียตั้งต้นสัก 3-4 แบบสำหรับ [งานที่ทำ]
ไม่ต้องเขียนให้เสร็จสมบูรณ์ แค่ร่างโครงหรือประเด็นหลักพอ
ที่เหลือผมจะเอาไปต่อยอดและลงมือทำเองต่อ
เอาจริง ๆ วิธีนี้อาจช้ากว่าให้ AI ทำให้เสร็จทั้งหมด แต่เก็บความรู้สึกได้ลงมือทำไว้ ซึ่งงานวิจัยเรื่อง Flow บอกไว้ชัดว่านั่นแหละคือส่วนที่ทำให้เรารู้สึกดื่มด่ำกับงาน ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
ส่วนตัวผมว่าคำแนะนำที่บอกให้ใช้ AI ทำทุกอย่างเพื่อประหยัดเวลาที่สุด มองข้ามคนแบบนี้ไปเลย เพราะเวลาที่ประหยัดได้ไม่มีความหมาย ถ้าสิ่งที่เหลือให้เราทำกลายเป็นแค่กดปุ่มตรวจงานของ AI
แล้วถ้าเราแบ่งงานให้พอดีกับทักษะของตัวเองได้จริง ๆ AI จะกลายเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราสนุกกับงานมากขึ้นหรือเปล่า? หรือสุดท้ายความสบายที่มันมอบให้จะค่อย ๆ กลืนกินความสนุกของการลงมือทำไปทีละนิดโดยที่เราไม่ทันสังเกต?
chat_bubble_outlineความคิดเห็น (0)
ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็นได้เลย